ยกระดับพลังเสียงขั้นสูง : ด้วยการตั้งค่า M66 และ M23 คู่ในแบบ Bridge Mode

23 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ข้อกำหนดเบื้องต้นก่อนทำการตั้งค่าเครื่องทั้งหมด
- อัปเกรด M66 ให้เป็นเฟิร์มแวร์ BluOS เวอร์ชันล่าสุด
(หมายเหตุ: การอัปเกรดนี้จำเป็นเพื่อให้สามารถตั้งค่าระดับเสียง L และ R ได้ถูกต้องเมื่อใช้งาน Bridge Mode)
- ปรับ Volume Limits บน M66 ผ่านหน้าจอด้านหน้า หรือผ่านแอป BluOS Controller ให้เป็น [-20 dB Max]
(การตั้งค่านี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย เนื่องจากกำลังขับของ M23 + M66 ใน Bridge Mode สูงมาก)

หมายเหตุ : คุณสามารถปรับค่านี้ใหม่ภายหลังให้เหมาะกับระดับเสียงสูงสุดที่คุณต้องการได้

วิธีตั้งค่า Volume Limits
ทำที่บนหน้าจอหน้าตัวเครื่อง M66
- เลือกเมนูด้านซ้าย (ตรงไอคอน 3 ขีด)
- เลือกไอคอน Settings → Player → Volume Limits (dB)

บนแอป BluOS Controller
- เปิด Player Drawer
- กดเมนู 3 จุดของ M66
- เลือก Audio Settings → Volume Limits (dB)

สำคัญมาก! ต้องถอดปลั๊กไฟของอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนที่จะเริ่มทำตามขั้นตอนดังต่อไป



การเชื่อมต่อ M66 กับ M23 จำนวน 2 เครื่อง (Bridge Mode)
คุณสามารถเชื่อมต่อได้ 2 รูปแบบ: คือต่อแบบ Single-Ended (RCA) และ ต่อแบบ Balanced (XLR)


การเชื่อมต่อแบบ Single-Ended (RCA)

ที่ตัวเครื่อง M23 แชลแนลซ้าย (LEFT)
1. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง BRIDGE MODE → ไปที่ตำแหน่ง ON (BRIDGE)
2. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (RIGHT) แชลแนล – SELECT → ไปที่ตำแหน่ง SE (R)    ( ห้ามเลือกใช้ BALANCED (R) )
3. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) แชลแนล – SELECT → ไปที่ตำแหน่ง SE (L)
แชลแนล
4. ตั้งสวิตช์ GAIN LEVEL → ไปที่ตำแหน่ง MID
5. เชื่อมต่อสายจาก M66 SINGLE-ENDED (L) – (ช่องสีขาว แชลแนลซ้าย) มายัง → ช่องอินพุทของตัว  M23 (LEFT) AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) – SE
    ( ห้ามต่อสายอื่นใดเข้าช่องอินพุตของ M23 LEFT )
6. ให้ต่อสายลำโพงดังนี้:
     - ขั้ว (+) ของลำโพงซ้าย → ไปที่ขั้ว SPEAKERS LEFT (+) ของ M23 (LEFT) ดูรูปประกอบ
     - ขั้ว (–) ของลำโพงซ้าย → ไปที่ขั้ว SPEAKERS RIGHT (–) ของ M23 (LEFT) ดูรูปประกอบ

(ออปชั่นเสริม)
- หากคุณต้องการให้เครื่อง M23 สามารถทำการเปิด/ปิด ตามตัวเครื่อง M66 ให้คุณต่อสายมินิแจ็คขนาด 3.5 mm mono จากตัวเครื่อง M66 ที่ช่อง +12V TRIGGER OUT 1 → ไปที่ตัวเครื่อง M23 (LEFT) +12V TRIGGER IN เพิ่มเข้ามา


ที่ตัวเครื่อง M23 แชลแนลขวา (RIGHT)
1. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง BRIDGE MODE →ไปที่ตำแหน่ง ON (BRIDGE)
2. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (RIGHT) แชลแนล – SELECT → ไปที่ตำแหน่ง SE (R)    ( ห้ามเลือกใช้ BALANCED (R) )
3. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) แชลแนล – SELECT →ไปที่ตำแหน่ง SE (L)
4. ตั้งสวิตช์  GAIN LEVEL → ไปที่ตำแหน่ง MID
5. เชื่อมต่อสายจาก M66 SINGLE-ENDED (R) – (ช่องสีแดง แชลแนลขวา) มายัง → ช่องอินพุทของตัว M23 (RIGHT) AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) – SE
    (ห้ามต่อสายอื่นใดเข้าช่องอินพุตของ M23 RIGHT)
6. ให้ต่อสายลำโพงดังนี้:
    - ขั้ว (+) ของลำโพงแชลแนลขวา → ไปที่ขั้ว SPEAKERS LEFT (+) ของ M23 (RIGHT) ดูรูปประกอบ
    - ขั้ว (–) ของลำโพแชลแนลงขวา → ไปที่ขั้ว SPEAKERS RIGHT (–) ของ M23 (RIGHT) ดูรูปประกอบ

(ออปชั่นเสริม)
- หากคุณต้องการให้เครื่อง M23 สามารถทำการเปิด/ปิด ตามตัวเครื่อง M66 ให้คุณต่อสายมินิแจ็คขนาด 3.5 mm mono จากตัวเครื่อง M66 ที่ช่อง M66 +12V TRIGGER OUT 2 → ไปที่ตัวเครื่อง M23 (RIGHT) +12V TRIGGER IN เพิ่มเข้ามา


การเชื่อมต่อแบบ Balanced (XLR)

ที่ตัวเครื่อง M23 แชลแนลซ้าย (LEFT)
1. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง BRIDGE MODE →ไปที่ตำแหน่ง ON (BRIDGE)
2. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (RIGHT) แชลแนล – SELECT →ไปที่ตำแหน่ง BALANCED (R)    ( ห้ามเลือกใช้ SE (R) )
3. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) แชลแนล – SELECT →ไปที่ตำแหน่ง BALANCED (L)      ( ห้ามเลือกใช้ SE (L) )
4. ตั้งสวิตช์  GAIN LEVEL → ไปที่ตำแหน่ง MID
5. เชื่อมต่อสายสัญญาณจาก M66 BALANCED (L) (ช่องแชลแนลซ้าย L) มายัง → ช่องอินพุทของตัว M23 (ด้านซ้าย) AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) – BALANCED
    ( ห้ามต่อสายอื่นใดเข้าช่องอินพุตของ M23 LEFT )
6. ต่อสายลำโพงดังนี้:
     - ขั้ว (+) ของลำโพงซ้าย → ไปที่ขั้ว SPEAKERS LEFT (+) ของ M23 (LEFT) ดูรูปประกอบ
     - ขั้ว (–) ของลำโพงซ้าย → ไปที่ขั้ว SPEAKERS RIGHT (–) ของ M23 (LEFT) ดูรูปประกอบ

(ออปชั่นเสริม) หากคุณต้องการให้เครื่อง M23 สามารถทำการเปิด/ปิด ตามตัวเครื่อง M66 ให้ต่อสาย Trigger เช่นเดียวกับแบบ Single-Ended

ที่ตัวเครื่อง M23 แชลแนลขวา (RIGHT)
1. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง BRIDGE MODE →ไปที่ตำแหน่ง ON (BRIDGE)
2. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (RIGHT) แชลแนล – SELECT →ไปที่ตำแหน่ง BALANCED (R)    ( ห้ามเลือกใช้ SE (R) )
3. ตั้งสวิตช์ตรงด้านเครื่อง AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) แชลแนล – SELECT →ไปที่ตำแหน่ง BALANCED (L)      ( ห้ามเลือกใช้ SE (L) )
4. ตั้งสวิตช์  GAIN LEVEL → ไปที่ตำแหน่ง MID
5. เชื่อมต่อสายสัญญาณจาก M66 BALANCED (R) (ช่องแชลแนลขวา R) มายัง → ช่องอินพุทของตัว M23 (ด้านขวา) AUDIO INPUT (LEFT, BRIDGE MODE) – BALANCED ( ห้ามต่อสายอื่นใดเข้าช่องอินพุตของ M23 LEFT )
6. ต่อสายลำโพงดังนี้:
     - ขั้ว (+) ของลำโพงซ้าย → ไปที่ขั้ว SPEAKERS LEFT (+) ของ M23 (LEFT) ดูรูปประกอบ
     - ขั้ว (–) ของลำโพงซ้าย → ไปที่ขั้ว SPEAKERS RIGHT (–) ของ M23 (LEFT) ดูรูปประกอบ

(ออปชั่นเสริม) หากคุณต้องการให้เครื่อง M23 สามารถทำการเปิด/ปิด ตามตัวเครื่อง M66 ให้ต่อสาย Trigger เช่นเดียวกับแบบ Single-Ended


สุดท้ายทดสอบการทำงาน (Test Configuration)
1. เปิดเครื่องทุกตัว
2. ตั้งระดับเสียงของตัว M66 ให้อยู่ในระดับที่ต่ำๆ ก่อน
3. ทำการเล่นเพลง พอเริ่มมีสัญญาณทั้งแชลแนลซ้าย-ขวา ที่ชัดเจนแล้ว แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับเสียง
    - หมายเหตุ : ให้ระวังเป็นพิเศษ เพราะกำลังขับใน Bridge Mode สูงมากกว่าที่ลำโพงส่วนใหญ่รองรับ
4. ให้คุณตรวจสอบว่า:
     - ลำโพงซ้ายและขวาเสียงดังเท่ากัน
     - สัญญาณ Left/Right ที่ได้ไม่ได้สลับแชลแนลกัน
5. (ออปชั่นเสริม)
     - ให้ทำการใช้โปรแกรม Dirac Room Calibration เพื่อทำการวิเคราะห์อะคูสติกของ ห้อง และลำโพง เพื่อความสมบูรณ์แบบอีกครั้ง

ผลสรุป 
ตอนนี้ M66 + M23 จำนวน 2 เครื่อง ได้ถูกตั้งค่าเป็น Bridge Mode เรียบร้อยแล้ว เย้...
- M23 (LEFT) → ขับช่องสัญญาณซ้าย
- M23 (RIGHT) → ขับช่องสัญญาณขวา

ที่มาจากบทความ : How to set up NAD M66 and two M23 in Bridge Mode? – NAD Electronics Support

***************************************************************************************************************************

ขอส่งท้ายบทความนี้ ลองมาดูผลดี ผลเสีย การต่อแบบบริดจ์โมโน ดูว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้างที่เราควรต้องรู้ ทุกอย่างบนโลกนี้ มักมีสองด้านเสมอครับ อยู่ที่เราเลือกนำมาใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์ของเรา

ข้อดีของการต่อ M23 แบบ Bridge Mode (ใช้เพาเวอร์แอมป์ 2 เครื่อง ขับ L/R แยกข้าง)
1) กำลังขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การ Bridge mono นั้น ทำให้ M23 แต่ละตัวรวมกำลังของช่อง L+R เข้าด้วยกันเพื่อขับเป็น “โมโนแชนเนล”
ผลลัพธ์ที่คุณจะได้คือ : กำลังขับเพิ่มขึ้นอย่างมาก การควบคุมไดรเวอร์ลำโพงได้แน่นขึ้น ทำให้ damping factor สูงขึ้น  เบสกระชับ ควบคุม woofer ได้ดีขึ้น จะได้เสียงสะอาดขึ้นในช่วงไดนามิกหนัก ๆ
จะเหมาะมากกับลำโพงที่กินวัตต์ ความไวต่ำ
2) ได้แยกแชนเนลซ้าย – ขวา แบบจริงๆ (True Dual Mono)
เมื่อใช้ M23 สองตัว : เครื่องซ้ายขับเฉพาะลำโพงซ้าย เครื่องขวาขับเฉพาะลำโพงขวา จะไม่มีการแชร์ภาคจ่ายไฟ หรือวงจรภายในร่วมกันแต่อย่างใด
ผลลัพธ์ทางเสียงที่คุณคือ : เสียงมีพลัง ควบคุมเบสได้ดีขึ้น เวทีเสียงนิ่งขึ้น การแชนเนลแยกชัดขึ้น ความเพี้ยนลดลง เสียงกลาง–แหลมที่สะอาดขึ้น ให้เสียงใหญ่ขึ้นโดยไม่แตกพร่า


ข้อเสีย / ข้อควรระวังของการต่อแบบนี้
1) กำลังขับสูงมากจนลำโพงอาจพังได้ ซึ่งที่หน้าเว็บเขาเองก็เตือนชัดเจนว่า Bridge Mode นั้นจะทำให้มีพลัง “สูงกว่าที่ลำโพงส่วนใหญ่รับได้”
ถ้าเผลอเร่งเสียงมากเกินไป : วอยซ์คอยล์ลำโพงอาจไหม้ วูฟเฟอร์อาจกระแทกจนเสียหายจากความดังที่เพิ่มขึ้นถ้าไม่มีการลิมิต อีกอันที่มักจะได้ยินบ่อยๆ ทวีตเตอร์อาจแตกได้
"นี่คือเหตุผลที่ NAD แนะนำให้ตั้ง Volume Limit ที่ –20 dB"
2) ต้องต่อสายลำโพงแบบพิเศษ ( ใช้ขั้ว + ของแชลแนล L และ ใช้ขั้ว – ของแชลแนล R) ในการ Bridge Mode นี้ ไม่ใช้ขั้วลำโพงแบบปกติที่เคยต่อกัน
ถ้าต่อผิด :  ไม่มีเสียง หรือแย่กว่านั้น อาจทำให้แอมป์เสียหาย

3) ห้ามต่อสายอินพุตผิดช่อง
NAD เตือนหลายครั้งว่า: 
- ห้ามต่อ Balanced ถ้าเลือก SE
- ห้ามต่อ SE ถ้าเลือก Balanced
- ห้ามต่อสายอื่นใดเข้าช่องอินพุตที่ไม่ได้ใช้
เพราะการ Bridge Mode ใช้เฉพาะอินพุตฝั่งซ้ายของ M23 เท่านั้น
4) ต้องระวังเรื่องอิมพีแดนซ์ลำโพง การ Bridge Mode นั้นจะทำให้แอมป์มองเห็นว่า อิมพีแดนซ์เป็นครึ่งหนึ่งของค่าจริง
เช่น:
- ลำโพง 8Ω → แอมป์เห็นเป็น 4Ω
- ลำโพง 4Ω → แอมป์เห็นเป็น 2Ω  (อันนี้อันตรายมาก ที่นำไปใช้กับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำ) ถ้าลำโพงอิมพีแดนซ์ต่ำ จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้